รัสเซียและยูเครน ตึงเครียด หลายประเทศเร่งอพยพคนออก

รัสเซียและยูเครน ตึงเครียด หลายประเทศเร่งอพยพคนออก

วิกฤตตึงเครียดระหว่าง รัสเซียและยูเครน ตึงเครียด ขึ้นหนักกว่าเดิม โดยสถานการณ์ที่แหลมคมจนเรียกได้ว่าอาจปะทุไปถึงจุดเดือดคือ ‘สงคราม’ ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 มีปัจจัยหลักอยู่ที่บทบาทและความเคลื่อนไหวของ 4 ฝ่าย ยักษ์ใหญ่

สถานการณ์น่าเป็นห่วง รัสเซียและยูเครน ตึงเครียด ขึ้นเรื่อยๆ หลังจาก หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ และชาติตะวันตก เริ่มอพยพคนออกจากประเทศโดยด่วน

อาจจะถึงจุดเดือดที่สุดของ รัสเซีย-ยูเครน ที่มีท่าทีเดือดขึ้นหนักยิ่งขึ้น จากท่าทีที่หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ และชาติตะวันตก เริ่มส่งสัญญาณเตรียมรับมือด้วยการเรียกทูตและประชาชนของตนกลับประเทศอย่างเร่งด่วน บทบาทและความเคลื่อนไหวของ 4 ฝ่าย ได้แก่

– รัสเซีย

– ยูเครน

– สหรัฐฯ และ NATO

– EU และชาติยุโรปอื่นๆ

ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างมีความต้องการและจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวโยงกับเรื่องยุทธศาสตร์การเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออก ทำให้จนถึงตอนนี้ยังไม่มีวี่แววว่าฝ่ายใดจะยอมอ่อนข้อและยุติภาวะตึงเครียดนี้ด้วยสันติวิธี

ยูเครนซึ่งเคยเป็นสาธารณรัฐหนึ่งของสหภาพโซเวียต ถูกมองเป็นดินแดนที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคงในยุโรปตะวันออก โดยมีพรมแดนติดกับทั้งรัสเซียและสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 รัฐบาลเครมลินก็มองยูเครนว่าเป็นเสมือน ‘สวนหลังบ้าน’ ของตนเอง

ความผูกพันระหว่างรัสเซียและยูเครนนั้นมีทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภาษา และวัฒนธรรม ประชากรในยูเครนจำนวนไม่น้อยเป็นชนเชื้อสายรัสเซียและพูดภาษารัสเซีย โดยเฉพาะในภูมิภาคไครเมีย (ภาคใต้) และดอนบัส (ภาคตะวันออก) ซึ่งผู้คนในสองภูมิภาคนี้นอกจากจะใช้ภาษารัสเซียเป็นภาษาหลัก ยังมีความต้องการแยกตัวเป็นเอกราชจากยูเครน

นับตั้งแต่การแยกตัวจากสหภาพโซเวียต ยูเครนพยายามที่จะขยายความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกมากขึ้น รวมถึงพยายามจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization: NATO) ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรทางการทหาร ที่ตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายในการต่อต้านสหภาพโซเวียต โดยในปี 2008 องค์การ NATO ได้ให้สัญญากับรัฐบาลเคียฟว่าจะเปิดโอกาสให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ในวันหนึ่งข้างหน้า

ความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซียนั้นปะทุขึ้นในปี 2014 หลังเกิดการประท้วงใหญ่ในยูเครนจากฝ่ายสนับสนุนชาติตะวันตก ซึ่งนำมาสู่การถอดถอนประธานาธิบดีผู้มีความใกล้ชิดกับรัสเซีย ตามด้วยการประท้วงจากฝ่ายสนับสนุนรัสเซีย ทั้งในไครเมียและดอนบัส ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์ขยายตัวสู่ความรุนแรง และยิ่งกลายเป็นความขัดแย้งมากขึ้นเมื่อรัสเซียเข้ามามีบทบาท ทั้งการผนวกรวมดินแดนไครเมียและการสู้รบระหว่างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในดอนบัสกับกองทัพรัฐบาลยูเครน ซึ่งรัสเซียถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนทั้งอาวุธและกำลังทหารแก่กลุ่มแบ่งแยกดินแดน

ปัจจุบันสถานการณ์สู้รบในดอนบัสนั้นยังไม่ยุติลง แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามทำข้อตกลงสันติภาพมาแล้วหลายครั้ง โดยการทำสงครามขนาดใหญ่กับกองทัพรัฐบาลยูเครนนั้นลดลง แต่ยังมีการปะทะเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นเป็นระยะ ซึ่งผลพวงจากการสู้รบจนถึงปัจจุบัน คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วมากกว่า 13,000 คน

ในกรณีที่รัสเซียตัดสินใจเคลื่อนกำลังทหารเข้าสู่ยูเครนและเปิดฉากทำสงครามนั้นผู้เชี่ยวชาญมองว่า รัสเซียสามารถกุมชัยชนะได้อย่างไม่ยากเย็น และเป็นการยากที่สหรัฐฯ NATO หรือชาติตะวันตก จะเข้าขัดขวาง

แน่นอนว่า ศักยภาพของกองทัพทหารของ ยูเครน นั้นด้อยกว่า รัสเซียอย่างเห็นได้ชัด เพราะรัสเซียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกองทัพทรงพลังมากที่สุดในโลก มีกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มากกว่าและทันสมัยกว่ายูเครนอย่างมากแทบทุกด้าน

โดยศึกครั้งนี้จะเกิดขึ้นอย่างไร อาจจะเป็นชะนวนเหตุให้เกิดสงครามอันใหญ่หลวงกันอีกครั้งหรือไม่ เราต้องมาจับตาดูท่าทีของ รัสเซียและยูเครน กันอีกต่อไป

บทความน่าสนใจ

จับพระเอกหนุ่ม MV เพลงฮิต ยอด 93 ล้านวิว

อัปเตดเงินเยียวยาประกันสังคม ม.33 – ม.39 – ม.40

“กวาง เดียร์ลอง” เริ่มต้นชีวิตใหม่ ย้ายไปอยู่ฮอลแลนด์ถาวร

ข่าวบันเทิงที่น่าสนใจ

ติดต่อพื้นที่โฆษณา

รับทุกรูปแบบ Banner , บทความ
** ไม่รับโฆษณา ที่เป็นการพนัน 18+ ทุกชนิด **